เปิดจุดขายหมูกิโลละ 150 บาท ก.พาณิชย์ ติดตามสถานการณ์ราคาใกล้ชิด

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ได้กำชับให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด 76 แห่งทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์ราคาเนื้อหมูที่จำหน่ายให้กับประชาชนผ่านทั้งห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกค้าส่ง และตลาดสดทั่วไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งล่าสุดได้รับรายงานจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดว่า ราคาหมูเนื้อแดงอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 160-200 บาท พร้อมกันนั้นได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินโครงการ “พาณิชย์ลดราคาหมู ช่วยประชาชน” โดยให้จำหน่ายที่ กก.ละ 150 บาท ในจุดจำหน่ายทั้งหมด 667 จุดทั่วประเทศ จนถึงสิ้นเดือน ม.ค.นี้ จากครั้งแรกที่ดำเนินการช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.64 เพื่อลดภาระค่าครองชีพและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและช่วยให้ประชาชนมีช่องทางในการเลือกซื้อเนื้อหมูราคาถูกกว่าท้องตลาด โดยสามารถเช็กจุดจำหน่ายกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในเขตที่อาศัยอยู่ได้

ในกรุงเทพฯ จะมีจุดขายหมู กก.ละ 150 บาท ทั้งหมด 116 จุด แยกเป็นรถโมบายตระเวนตามพื้นที่ต่างๆ 50 คัน และตั้งจุดจำหน่ายอีก 50 จุด ส่วนต่างจังหวัดมี 551 จุด รวมเป็นทั้งหมด 667 จุด เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนสามารถซื้อเนื้อหมูราคาถูกกว่าท้องตลาดได้ แต่ในช่วงที่หมูราคาแพง ประชาชนสามารถหันมาบริโภคเนื้อสัตว์อื่นที่ราคาถูกกว่าเป็นการทดแทนได้ ทั้งเนื้อไก่ ปลา เป็นต้น พร้อมกับสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดกำชับให้ผู้ค้าห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือขายสินค้าราคาสูงเกินสมควร ห้ามกักตุนสินค้าและแนะนำให้ปิดป้ายแสดงราคา

นางมัลลิกา กล่าวต่อว่า หลังคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีนายจุรินทร์เป็นประธาน ได้ออกประกาศห้ามส่งออกหมูมีชีวิตชั่วคราวเป็นเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่ 6 ม.ค.65 นั้น น่าจะทำให้ มีหมูเข้าสู่ตลาดได้ราว 1 ล้านตัน แต่ระหว่างนี้ได้กำหนดมาตรการให้ผู้เลี้ยงที่มีปริมาณการเลี้ยงเกิน 500 ตัว ผู้ค้าส่งที่มีปริมาณเกิน 500 ตัว ห้องเย็นที่มีการเก็บสต๊อกเกิน 5,000 กิโลกรัม (กก.) ขึ้นไป ต้องแจ้งสต๊อกให้กรมการค้าภายในรับทราบ รวมทั้งแจ้งราคาทุก 7 วัน เริ่มตั้งแต่ 10 ม.ค.65 เป็นต้นไป เพื่อทำให้ทราบปริมาณหมูเป็นและหมูแช่แข็งอย่างแท้จริง เพื่อจะได้นำหมูเข้าสู่ตลาดได้

ด้านนายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานการประชุม เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถานการณ์การผลิตและการตลาดสุกรในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ว่า ได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ให้หน่วยงานของทางจังหวัดเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมการเลี้ยงสุกรในพื้นที่และสั่งการไปยังกรมปศุสัตว์ให้เข้าไปประเมินความเสี่ยงของพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อจัดให้เป็นพื้นที่เป้าหมายในการส่งเสริมสนับสนุนการเลี้ยงสุกร รวมถึงให้หน่วยงานปศุสัตว์ในพื้นที่ คาดว่าจะสามารถเก็บข้อมูลได้ครบถ้วน และพร้อมเริ่มสนับสนุนได้ทันทีภายในสิ้นเดือน ม.ค.นี้

“สำหรับพันธุ์สุกรที่จะนำมาสนับสนุนให้กับผู้เลี้ยงรายเล็ก รายย่อย จะเร่งจัดหามาจากศูนย์วิจัยของกรมปศุสัตว์ เครือข่ายสัตว์พันธุ์ดีของกรมปศุสัตว์ ซึ่งมีแม่พันธุ์อยู่ประมาณ 5,000 ตัว และยังได้เจรจาขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการรายใหญ่ มหาวิทยาลัยต่างๆ และวิทยาลัยเกษตรทั่วประเทศ ในการช่วยผลิตลูกสุกร นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของบริษัทไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด บริษัทหมูอินเตอร์ฟาร์ม จำกัด ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่มาช่วยสนับสนุนเกษตรกรรายเล็ก รายย่อย ทางภาคเหนือ โดยกรมปศุสัตว์จะจัดสรรให้ผู้เลี้ยงรายเล็ก รายย่อยที่สนใจ รายใดต้องการเลี้ยงแม่พันธุ์ จะจัดหาแม่พันธุ์ 2 ตัว รายใดต้องการลูกสุกรขุน จะจัดให้รายละ 20 ตัว พร้อมอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์ ยารักษาโรค”.



คะแนนโหวต :