งานพืชสวนโลกที่จังหวัดอุดรธานีในวันนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว มีผู้ชายคนหนึ่งพูดกับผมที่บ้านว่า… “อยากให้อุดรธานีของเรา มีงานพืชสวนโลกสักครั้ง”

ก่อนอื่น ผมอยากเล่าให้ทุกท่านฟังครับว่า…

งานพืชสวนโลกที่จังหวัดอุดรธานีในวันนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว มีผู้ชายคนหนึ่งพูดกับผมที่บ้านว่า…

“อยากให้อุดรธานีของเรา มีงานพืชสวนโลกสักครั้ง”

ผู้ชายคนนั้นคือ “วิเชียร ขาวขำ”

ผมยังจำคำพูดในวันนั้นได้ดีครับ ท่านพูดกับผมเป็นภาษาอีสานง่าย ๆ ว่า “ป่ะ… เราไปหาที่กัน ไปเบิ่งพื้นที่เฮ็ดพืชสวนโลกกัน”

พูดตรง ๆ นะครับ วันนั้นผมยังไม่เชื่อเลยว่าความฝันที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ จะเดินทางมาไกลจนถึงวันนี้

แต่เราก็ออกเดินทางด้วยกันครับ ขับรถไปทั่วจังหวัด ดูพื้นที่แล้วพื้นที่เล่า จนมาถึงบริเวณหนองแด อำเภอเมืองอุดรธานี

วันนั้นเราต้องบุกป่าฝ่าดงเข้าไป เพราะพื้นที่ตรงนี้ยังเป็นเพียงหนองน้ำสาธารณะขนาดใหญ่ เป็นที่ทำกิน เป็นแหล่งหาปลา เป็นพื้นที่ปลูกข้าว ทำไร่ ทำสวน ของพี่น้องชาวกุดสระ นากว้าง นาข่า และหมูม่น

ใครจะไปคิดครับว่า… พื้นที่ ที่เราเคยเดินลุยป่ากันในวันนั้น จะกลายมาเป็นความภาคภูมิใจของชาวอุดรธานีในวันนี้

แต่กว่าจะเดินทางมาถึงวันนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ

หลังจากที่เราได้พื้นที่แล้ว ท่านวิเชียร ขาวขำ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี ก็เริ่มรวบรวมข้อมูล จัดเตรียมเอกสาร เพื่อผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นจริง

ช่วงแรกเราเสนอเรื่องผ่านกระทรวงมหาดไทย ก่อนจะทราบภายหลังว่าต้องดำเนินการผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราก็กลับมาจัดเตรียมเอกสารกันใหม่

แต่เมื่อส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการแล้ว เอกสารกลับค้างอยู่เกือบ 2 ปี

สองปีที่ความคืบหน้าแทบไม่คืบเท่าไหร่…

ความฝันที่เราตั้งใจจะสร้างให้คนอุดรธานี วันนั้นเหมือนจะต้องหยุดอยู่เพียงแค่นั้น

ผมยอมรับจากใจเลยนะครับว่า มีช่วงหนึ่งที่ผมเองก็มองไม่เห็นความเป็นไปได้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะทำสำเร็จหรือไม่

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้โครงการนี้เดินหน้าต่อมาได้ ไม่ใช่เพราะผมคนเดียวครับ และไม่ใช่เพราะหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งด้วย

แต่เป็นเพราะหัวใจของคนอุดรธานี ที่ไม่ยอมปล่อยให้ความฝันนี้ต้องหยุดลง

ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรม และพี่น้องประชาชน ต่างร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันอย่างเต็มกำลัง

เมื่อเห็นทุกคนยังเดินหน้า ผมก็รู้ว่า… เราจะหยุดไม่ได้

เราจึงเดินหน้าต่อ จนกำหนดพื้นที่และเริ่มมองหาแหล่งเงินทุน

และในวันนั้น ผมถามตัวเองว่า…

สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ สุดท้ายแล้วคนอุดรธานีจะได้อะไร?

คำตอบแรกของผมก็คือ ผมอยากเห็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ เป็นปอดของเมือง เป็นพื้นที่สีเขียวที่พี่น้องชาวอุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียงจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน

เป็นพื้นที่ที่ลูกหลานของเราจะได้เติบโต ได้เรียนรู้ และได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ

แต่สิ่งที่เราจะได้รับจากงานพืชสวนโลก ไม่ได้มีแค่สวนสาธารณะครับ

เรากำลังจะมีแหล่งเศรษฐกิจแห่งใหม่ ที่สร้างโอกาสให้พี่น้องชาวอีสาน

และที่สำคัญกว่านั้น งานนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะความภาคภูมิใจของจังหวัดอุดรธานี หรือของภาคอีสานเท่านั้น

แต่จะเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยทั้งประเทศ

วันนี้ผมไม่ได้พูดในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพียงอย่างเดียวนะครับ

แต่ผมกำลังพูดในฐานะ ลูกหลานคนหนึ่งของจังหวัดอุดรธานี

คนที่เคยเห็นพื้นที่แห่งนี้ตั้งแต่ยังไม่มีอะไร คนที่เคยท้อ เคยคิดว่าอาจจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน

ถ้าจะให้ผมเปรียบเทียบ งานพืชสวนโลกแห่งนี้ก็เหมือนลูกคนหนึ่งครับ

พวกเราช่วยกันให้กำเนิด ช่วยกันเลี้ยงดู ผ่านอุปสรรค ผ่านการเรียนรู้ และได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่หลายท่าน

หนึ่งในนั้นคือท่านอดีตนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน - Srettha Thavisin ที่ ครม ของท่านในขณะนั้นอนุมัติงบประมาณ 2,500 ล้านบาท เพื่อทำโครงการนี้

รวมถึงท่านอดีตนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร Ing Shinawatra ที่ได้ร่วมผลักดันและสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง จนโครงการของเราเดินหน้ามาถึงวันนี้

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา มีผู้ใหญ่หลายท่านที่เข้ามาช่วยประคับประคอง ผลักดัน และทำให้ความฝันนี้เข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ

โดยเฉพาะบุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่ง ที่ผมไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย นั่นคือ ท่านรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

รวมถึงท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีทุกท่านที่อยู่ร่วมกับเรามาตั้งแต่เริ่มต้น

ผมขอขอบคุณ สสปน. ขอบคุณ AIPH ขอบคุณทุกกระทรวง ทุกกรม ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ขอบคุณกระทรวงคมนาคมในสมัยท่าน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ - Suriya Jungrungreangkit เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ช่วยพัฒนาโครงข่ายการเดินทางทั่วจังหวัดอุดรธานี ขอบคุณกระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพี่น้องจากทั้ง 20 อำเภอของจังหวัดอุดรธานีที่ร่วมแรงร่วมใจกัน

ทุกคนล้วนมีส่วนสำคัญที่ทำให้งานนี้เกิดขึ้นได้

และที่สำคัญ ผมขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนโครงการนี้ในช่วงเวลาสำคัญ

ผมยังจำได้ครับว่า ครั้งหนึ่งผมกับท่านวิเชียร ขาวขำ เคยนำเสนอรัฐบาลว่า งบประมาณ 2,500 ล้านบาท อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้โครงการนี้สำเร็จได้อย่างสมบูรณ์

จนมาถึงรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เล็งเห็นความสำคัญ และผลักดันงบประมาณเพิ่มเติมผ่านคณะรัฐมนตรี เพื่อให้งานนี้เดินหน้าต่อไปได้

เพราะความสำเร็จในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน

แต่เกิดจากความตั้งใจที่ส่งต่อกันมา จากคนรุ่นหนึ่ง… สู่คนอีกรุ่นหนึ่ง

จากหลายรัฐบาล หลายหน่วยงาน และผู้คนอีกมากมายที่มีความฝันเดียวกัน

ผมอยากบอกทุกท่านว่า…

ความสำเร็จในวันนี้ ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความสำเร็จของทุกคนที่เคยลงแรง ลงใจ และไม่เคยทอดทิ้งความฝันนี้ไป

วันนี้… ผมภูมิใจมากครับ

ภูมิใจเหมือนพ่อแม่คนหนึ่ง ที่ได้เห็นลูกซึ่งเฝ้าฟูมฟักมาเกือบ 10 ปี เติบโตขึ้นมาจนถึงวันที่พร้อมจะก้าวออกไปสู่สายตาของคนทั้งโลก

แต่สำหรับผม ความสำเร็จไม่ได้จบลงในวันที่งานพืชสวนโลกเปิดขึ้น

เพราะสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือเราจะดูแลรักษาสิ่งที่ร่วมกันสร้างขึ้นมานี้อย่างไร

ผมอยากเห็นที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ของลูกหลาน เป็นห้องเรียนธรรมชาติที่เด็ก ๆ จะได้รู้จักพันธุ์พืช สายน้ำ และสิ่งแวดล้อม

ผมอยากเห็นพี่น้องเกษตรกรได้เข้ามาเรียนรู้ ได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้พัฒนาความรู้ และนำกลับไปต่อยอดสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ครอบครัว

และผมอยากเห็นพี่น้องชาวอุดรธานี รวมถึงพี่น้องชาวอีสานทุกคน ได้เข้ามามีส่วนร่วม และรู้สึกว่าสวนแห่งนี้เป็นของพวกเราทุกคน

ท้ายที่สุดนี้ ผมขอกราบขอบพระคุณท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้การสนับสนุนและมอบหมายให้ผมมาทำหน้าที่ในวันนี้

และผมอยากฝากไว้ว่า…

เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ที่แห่งนี้เป็นเพียงความฝันของคนไม่กี่คน

แต่วันนี้… ความฝันนั้นกำลังจะกลายเป็นความจริงของคนทั้งจังหวัด

และในวันข้างหน้า ผมหวังว่าที่แห่งนี้จะไม่ใช่เพียงสถานที่ที่ผู้คนเดินทางมาเยี่ยมชม แต่จะเป็นมรดกแห่งความภาคภูมิใจ ที่พวกเราทุกคนร่วมกันสร้างไว้ให้ลูกหลาน

เพราะสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการสร้างงานพืชสวนโลกให้สำเร็จ… คือการทำให้สิ่งที่เราสร้างขึ้นในวันนี้ ยังคงสร้างประโยชน์ให้คนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน

และไม่ว่าวันข้างหน้าจะผ่านไปอีกกี่ปี ผมอยากให้ลูกหลานของเราได้รู้ว่า…

ครั้งหนึ่ง เคยมีคนกลุ่มหนึ่งที่กล้าฝัน กล้าลงมือทำ และไม่เคยยอมแพ้ จนเปลี่ยนความฝันที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นความภาคภูมิใจของบ้านเกิดเรา

ขอบคุณครับ


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar