ป้องกันและรับมืออย่างไร เมื่อ "ฝีดาษลิง" เล็ดลอดเข้ามาในไทย

ประเทศไทยพบผู้ป่วยติดเชื้อ ฝีดาษลิง รายแรก เป็นชาวไนจีเรียเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย จ.ภูเก็ต หลังมีการเปิดประเทศแบบเต็มรูปแบบ ได้สร้างความวิตกกังวลให้กับคนไทย และเกิดคำถามในมาตรการคุมเข้ม ที่อาจมีข้อบกพร่องในการคัดกรองผู้เดินทางมาจากประเทศเสี่ยง โดยเฉพาะแถบแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก

ชายชาวไนจีเรีย วัย 27 คนนี้ได้เดินทางเข้าไทย เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2564 มีประวัติสัมผัสนักท่องเที่ยวในสถานบันเทิงบริเวณหาดป่าตอง 2-3 สัปดาห์ ก่อนมีไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก มีผื่นแดง ตุ่มนูนแดง ตุ่มหนองบริเวณอวัยวะเพศ ก่อนลามไปใบหน้า ลำตัว และแขน เข้าตรวจในโรงพยาบาล เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2565 กระทั่งมีการยืนยัน ติดเชื้อฝีดาษลิง เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา และหายตัวไป

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2565 กระทรวงสาธารณสุขของไทย ประกาศให้โรคฝีดาษลิงอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อเฝ้าระวัง และผู้เกี่ยวข้องขอให้ประชาชนทำความเข้าใจกับธรรมชาติของโรคนี้ เพราะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อต่ำ อย่าตื่นตระหนก อีกทั้งองค์การอนามัยโรค ไม่ได้ประกาศให้ฝีดาษลิง เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง

ฝีดาษลิง มีระยะฟักตัว 21 วัน บางรายมีผื่นตุ่มน้ำในเยื่อบุช่องปาก และอวัยวะเพศ มากถึง 60% คล้ายโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริม หรือเชื้อซิฟิลิส ทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าติดเชื้อฝีดาษลิง จนแพร่กระจายไปยังผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้ออย่างใกล้ชิด และเมื่อฝีดาษลิง หรือฝีดาษวานร เกิดการติดเชื้อครั้งแรกในไทย และผู้ป่วยได้หลบหนีหายไป แม้ไม่ให้คนไทยตื่นตระหนก แต่ก็เป็นสิ่งน่ากังวล เพราะคงไม่มีใครอยากเจ็บป่วยอย่างแน่นอน

 

ด้าน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้แนะนำคนไทยให้เตรียมพร้อมรับมือ เพราะ การติดเชื้อฝีดาษลิง เหมือนกับการติดโควิดทุกประการ แต่ฝีดาษลิงติดเชื้อยากกว่า และกรณีชายชาวไนจีเรียติดเชื้อฝีดาษลิง มีการหลบหนีหายไป หากสามารถติดตามผู้สัมผัส ทั้งวง 1 วง 2 และวง 3 ได้ จะสามารถป้องกันการระบาดในไทยได้

“ฝีดาษลิง และโควิด ต่างกันราวฟ้ากับเหว เพราะฝีดาษลิงติดยากกว่า ไม่มียารักษาเฉพาะ ต้องรักษาตามอาการ แต่ไม่มีใครตาย ยกเว้นเป็นโรคประจำตัว และเมื่อไทยเปิดประเทศแล้ว ได้กลายเป็นความยากลำบากในการควบคุมไวรัส เพราะติดต่อผ่านละอองฝอย ไอ จาม โดยการพูดคุยและสารคัดหลั่ง หรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าติดหรือไม่ แต่ก็อาจได้ตัวไวรัสนี้ไป ทั้งบนพื้นผิว เครื่องใช้ เครื่องนุ่งห่ม”

แต่ยังคงยืนยันว่าฝีดาษลิง ติดยากกว่าแน่นอน แม้ในช่วง 1 เดือนครึ่ง แพร่กระจายไปแล้วหลายประเทศที่ไม่ได้เป็นประเทศต้นกำเนิดในแอฟริกา จากการพบปะชุมนุมในกลุ่มรักเพศเดียวกัน ตามที่มีการพูดกันมา จนดูเหมือนเป็นกีดกันทางเพศ แต่ในอังกฤษ ได้มีการให้ความรู้มากกว่า ไม่ว่าจะชายรักชาย หรือหญิงรักหญิง เพื่อให้ระมัดระวังตัว เพราะขณะนี้การแพร่ระบาด ไม่ได้มาจากนักท่องเที่ยวชาวแอฟริกาที่เป็นต้นกำเนิดฝีดาษลิง เช่น ไนจีเรีย และคองโก แต่แพร่ระบาดในประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศต้นตอ ทำให้แพร่กระจายไปยุโรป และล่าสุดเข้ามาในไทย

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้จะต้องมีการป้องกัน หากเริ่มรู้สึกไม่สบาย จะต้องแยกตัวทันทีเพื่อรอดูอาการ เป็นความรับผิดชอบต่อสังคม และกินฟ้าทะลายโจร เพราะอาจเป็นโควิด ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดทั่วไป หรือฝีดาษ และขณะนี้คนส่วนใหญ่มีอาการโควิดแทบ 100% แต่หากวันที่ 2 วันที่ 3 หรือวันที่ 4 มีตุ่มหนองขึ้นมา ก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นฝีดาษลิง หรือบางคนอาจมีตุ่มในร่มผ้า อาจไม่สังเกต จะต้องคลำต่อมน้ำเหลืองที่คอ หรือไหปลาร้า หากโตมากอาจเกี่ยวกับฝีดาษลิง

“หากแข็งแรงจะไม่มีอาการ แต่หากเริ่มไม่สบายจะเริ่มปล่อยเชื้อ เช่น ครั่นเนี้อครั่นตัว มีไข้ ไอจาม ไม่ต้องรอให้ผื่นขึ้น หรือต่อมน้ำเหลืองโตก่อน ขอให้มีวินัยและตระหนักว่า เมื่อมีไข้อาจจะแพร่เชื้อให้คนอื่น ไม่ว่าโควิด ไข้หวัดใหญ่ ฝีดาษลิง และอื่นๆ ต้องเฝ้าระวังตัวเอง ต้องแยกตัว ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือและสังเกตตัวเอง ถ้าอาการไม่หนักก็ไม่เป็นไร”

ข้อมูล / ผู้เขียน : ปูรณิมา



คะแนนโหวต :